อนุกฤษฎีกาเสนอเปลี่ยนโทษความผิดอาญาบางเรื่องเป็นมาตรการทางปกครองแทน ด้านคณิตชี้แก้กม.ต้องควบคู่กับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม

สำนักงานคณกรรมการกฤษฎีกาจัดสัมมนาเรื่องหลักเกณฑ์การกำหนดโทษอาญาในการตรากฎหมาย โดยนายปกป้อง ศรีสนิท อนุกรรมการดำเนินการศึกษาและปรับปรุงกฎหมาย เพื่อป้องกันการใช้ประโยชน์จากโทษอาญาตามกฎหมายที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมย์ของกฎหมาย กล่าวว่า ปัจจุบันมีกฎหมายอาญาหลายฉบับหรือกฎหมายอาญาเฟ้อ แต่ขาดสภาพบังคับ ทำให้คนไม่เคารพกฎหมาย คดีความล้นศาล นักโทษล้นเรือนจำ จะเห็นได้จากสติถิของเว็บไซต์ prisonstudies.org ที่ประเทศไทยเป็นเพียงประเทศเล็ก ๆ แต่มีนักโทษมากเป็นอันดับ 6 ของโลก รองจากประเทศใหญ่ ๆ อย่างสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย บราซิล และอินเดีย โดยยังมีอัตราส่วนผู้ต้องขังต่อประชากรมากเป็นอันดับ 9 ของโลก

นายปกป้อง กล่าวถึงข้อเสนอเบื้องต้นของอนุกรรมการฯ เพื่อเตรียมเสนอต่อคณะรัฐมนตรี(ครม.) ให้มีมติให้ส่วนราชการถือปฏิบัติก่อนเสนอฐานความผิดอาญาใหม่ในอนาคตว่า สมควรเปลี่ยนความผิดทางอาญาเป็นมาตรการทางปกครองแทน เช่น การกระทำที่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือความผิดที่มีโทษปรับสถานเดียว หรือที่มีโทษจำคุก หรือกรณีอื่นที่โทษอาญาสามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนความผิดอื่น ๆ ที่ไม่กระทบต่อความสงบเรียบร้อย หรือคดีความผิดทางเศรษฐกิจอื่น สมควรใช้โทษทางปกครองแทน โดยการเปลี่ยนประเภทความผิดจำเป็นจะต้องมีกฎหมายกลางฉบับหนึ่งบังคับใช้ และผู้ที่ต้องคดี จะต้องได้รับสิทธิความยุติธรรมจากมาตรการทางปกครองด้วย

ด้านนายคณิต ณ นคร กรรมการกฤษฎีกา กล่าวว่า การชะลอการฟ้องจะแก้ปัญหาผู้ต้องหาล้นเรือนจำได้ ชื่นชมกฤษฎีกาที่เคลื่อนไหวเพื่อให้เกิดการบังคับใช้ โดยการจะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กำหนดโทษตามความร้ายแรง ต้องศึกษาอย่างละเอียด ทั้งนี้ ปัญหาของประเทศคือการทำอย่างไรให้กระบวนการขับเคลื่อนไปได้ เพราะที่ผ่านมาการบังคับใช้กฎหมายไม่เป็นโล้เป็นพาย ส่วนตัวเคยตั้งสถาบันกฎหมายอาญาขึ้นและมีแนวคิดว่าจะตั้งศูนย์กฎหมายอาญาและกระบวนการยุติธรรม

“ปัญหาของไทยอยู่ที่กระบวนการยุติธรรมและการประกันที่ผิดหลักเกณฑ์ เพราะเมื่อศาลเรียกค่าประกัน ต้องไปกู้เงินนอกระบบมาจ่าย ถ้าจะปรับปรุงเรื่องโทษ ต้องคิดด้วยว่าจะปรับปรุงกระบวนนการยุติธรรมอย่างไร การแก้ไขกฎหมายต้องเดินควบคู่ไปกับการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ต้องมีคณะกรรมการควบคุมดูแลสำรวจว่ากฎหมายอาญาไหนใช้ไม่ได้ ใช้ไม่ดี เพื่อนำไปสู่การปรับปรุง ซึ่งคอร์สการพัฒนากฎหมายไทยเป็นปัญหามาก” นายคณิต กล่าว

นายวรรณชัย บุญบำรุง รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงอุปสรรคการปรับเปลี่ยนโทษทางอาญาบางประการว่า ประเทศไทยเมื่อคิดฐานความผิดใดไม่ได้ จะกำหนดเป็นโทษทางอาญาไว้ก่อน แต่ในทางปฏิบัติการกระทำที่มีความผิดในตัวเองควรเป็นโทษอาญา แต่ความผิดที่รัฐกำหนดข้อห้าม น่าจะเป็นโทษทางปกครองมากกว่า แต่การจะเปลี่ยนแปลงยังเป็นเรื่องยาก เพราะบุคลากรหลายคนยังไม่เข้าใจ และเห็นว่ากฎหมายเดิมมีอยู่แล้ว สมควรใช้ต่อไป และกระบวนการยกร่าง ยังไม่สามารถทำให้เป้าหมายนี้บรรลุได้ แต่เบื้องต้นกำหนดหลักการนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญมาตรา 77 ที่ระบุว่า ควรบัญญัติโทษทางอาญา เฉพาะความผิดที่ร้ายแรง ซึ่งก็ค่อนข้างจะสอดคล้องกับหลักสากล

นายสมชาย จุลนิติ์ กรรมการพิจารณาปรับปรุงประมวลกฎหมายอาญา เห็นด้วยให้ปรับเปลี่ยนโทษอาญาเป็นโทษทางปกครอง แต่ต้องแยกความผิดให้ดี โดยความผิดร้ายแรงต้องโทษอาญา ส่วนตัวเห็นว่าขึ้นอยู่กับการบังคับใช้กฎหมาย ตั้งแต่จัดทำจนบังคับใช้ ซึ่งส่วนตัวเห็นด้วยถ้าสามารถทำได้โดยมีมาตรฐานให้ประชาชนยอมรับได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เป็นเช่นนั้น จึงควรแก้ไขกฎหมายที่ไม่ควรเป็นอาญา ไม่ต้องบัญญัติโทษ ถ้าจะให้กฎมายใดที่บังคับใช้น้อยมาก ยกเลิกไปก็เห็นด้วย เพราะการดำเนินคดีอาญา ใช้งบประมาณในการดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมจำนวนมาก ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบันอยู่ในเกณฑ์ที่ต้องแก้ไขเรื่องของสภาพบังคับ

“ผมเคยพิจารณาคดีอาญาแบบลหุโทษ เช่นคดีหมากัดไก่ ที่คู่กรณีไม่ยอมชดใช้ค่าเสียหายให้กัน จนอัยการสั่งฟ้อง ซึ่งผมได้พยายามไกล่เกลี่ยให้ชดใช้ค่าเสียหาย จนในที่สุดก็ตกลงกันได้ เรื่องนี้ไม่เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องถึงขั้นเข้าสู่การพิจารณาของศาล” นายสมชาย กล่าว.-สำนักข่าวไทย